NEO Money

เข้าสู่ระบบ

เมนู
เสาที่ 6: สร้างทรัพย์สิน

เสาที่ 6: สร้างทรัพย์สิน

อ่านเมื่อ

อ่าน 7 นาที

สร้างเมื่อ

22 พ.ย.62

แชร์ยังไม่บันทึกไปยังบุ๊คมาร์ค

Summary

 

  • บางความฝัน หากเราอาศัยแค่เก็บเงินที่บัญชีเงินฝาก อาจทำให้นานเกินไปที่จะถึงฝัน ดังนั้น เราต้องรู้จักการสร้างทรัพย์สิน เพื่อให้ฝันเป็นจริงได้เร็วขึ้น
  • การสร้างทรัพย์สินในที่นี้คือ การที่เราออมเงินและนำเงินไปลงทุน โดยใช้ระยะเวลาที่ 3 ปีขึ้นไป จากการซื้อหลักทรัพย์ หรือตราสารการเงินต่างๆ  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมามีมูลค่าสูงขึ้น
  • นอกจากลำดับความสำคัญของเป้าหมายที่เราต้องมีแล้ว ควรจัดสรรระยะเวลาของเป้าหมายด้วย เพื่อทำให้เราเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ ได้เหมาะสม
  • ก่อนจะลงทุน ให้พึงตระหนักไว้เสมอว่า การลงทุนทุกรูปแบบย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลตอบแทนไม่เป็นตามที่คาดไว้ ผลตอบแทนที่สูง ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง
  • ท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนที่ประสบความเร็จ ต้องรู้จักตัวเอง ประเมินความเสี่ยงที่รับได้ จัดสรรทรัพย์สินให้เข้ากับตัวเอง และที่สำคัญ ต้องมีทั้ง “ความอดทนและวินัย”

 

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจหลักการคัดกรองความฝันแบบ SMART การจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และดอกเบี้ยทบต้นในเสาที่ 5 ออมเพื่อเป้าหมายแล้ว ซึ่งแต่ละเป้าหมาย หากคำนวณคร่าวๆ โดยอาศัยแค่เก็บเงินที่บัญชีเงินฝาก คงยากและนานในการไปถึงแต่ละฝัน ดังนั้นเรามีเทคนิคที่ทำให้แต่ละฝันเป็นจริงได้เร็วขึ้น ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “สร้างทรัพย์สิน” มันจะช่วยเราอย่างไร มาเริ่มกันเลยครับ!


ทำไมต้องสร้างทรัพย์สิน

 

เป้าหมาย 500,000 เก็บเงินเดือนละ 5,000 บาท

เก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยเฉลี่ย 0.5% ต่อปี ใช้เวลาเก็บ ปี 2 เดือน

แต่นำเงินไปลงทุนสร้างทรัพย์สิน ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี ใช้เวลาเก็บเพียง 7 ปี 3 เดือน เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 11 เดือน เลยทีเดียว!

อยากลงทุนกันแล้วใช่ไหมครับ ก่อนอื่นทำความเข้าใจกันก่อนว่า การสร้างทรัพย์สินในที่นี้คือ การที่เราออมเงินและนำเงินไป “ลงทุน” โดยใช้ระยะเวลาที่ 3 ปีขึ้นไป ลงทุนในที่นี่คือ ไปซื้อหลักทรัพย์ หรือตราสารการเงินต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนกลับมามีมูลค่าสูงขึ้น และตรงตามความการคาดหวัง ซึ่งควรตรงตามหลัก 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

  • ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก
  • ชนะเงินเฟ้อ
  • คุ้มที่จะเสี่ยง

นอกจากการลงทุนจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น ก็ยังเป็นทางไปสู่ความมั่งคั่งอีกด้วย และในวันที่คุณออกจากงานหรือทำงานไม่ไหว ทรัพย์สินนี่แหละครับที่จะหาเงินให้คุณแทน โดยที่คุณต้องแลกมาด้วยการที่คุณต้องชะลอการใช้จ่ายในวันนี้ เพื่อนำไปลงทุนอย่างมีวินัยครับ


ทรัพย์สินกับเป้าหมาย

 

ได้เรียนรู้กันไปแล้วว่าเราควรจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย แต่คุณรู้หรือไม่ครับว่า เป้าหมายสำคัญบางอันก็ใช้ระยะเวลาบรรลุแตกต่างกันไป บ้างใช้เวลาไม่ถึง 3 ปี แต่บ้างก็ใช้เวลามากกว่านั้น

ดังนั้น หลังจากที่คุณจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายแล้ว ผมแนะนำให้จัดสรร “ระยะเวลาของเป้าหมาย” ด้วย ตามนี้ครับ

  • เป้าหมายระยะสั้น ใช้เวลา 3 ปี มักจะเกี่ยวกับความต้องการสภาพคล่อง อาทิ อยากมีสภาพคล่องเพื่อใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ เงินสำรองฉุกเฉิน หรือความต้องการส่วนตัว เช่น เงินดาวน์รถ เป็นต้น
  • เป้าหมายระยะกลาง ใช้เวลาตั้งแต่ 3 – 7 ปี เช่น ทุนการศึกษาลูก หรือเงินดาวน์ซื้อบ้าน
  • เป้าหมายระยะยาว ใช้เวลา 7 ปีขึ้นไป เช่น เงินทุนสำหรับวัยเกษียณ หรือในวันที่เลิกทำงาน 

เมื่อเราจัดสรรเป้าหมายตามระยะเวลาทั้ง 3 แบบแล้ว ก็จะทำให้เราเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ อย่างเหมาะสมและได้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดยสินทรัพย์ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว ก็สอดคล้องตามหลักการของ “ดอกเบี้ยทบต้น” ที่จะเพิ่มพลังทวีได้มากที่สุด เป็นเครื่องทุนแรงที่ทรงพลังขึ้น ทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้โดยง่ายครับ  


การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรเข้าใจและประเมินตัวเองก่อน

 

“High risk, high expected return”

ก่อนที่เราจะเข้าโหมดการลงทุน หรือศึกษาแต่ละประเภทสินทรัพย์ต่างๆ เราควรพึงตระหนักอยู่เสมอว่า การลงทุนทุกรูปแบบย่อมมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลตอบแทนไม่เป็นตามที่คาดไว้ ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและความผันผวน ผมขอแชร์เทคนิค 2 ข้อที่คุณควรรู้และทำตามก่อนเริ่มลงทุน ดังนี้ครับ

  • เช็คความพร้อมและประเมินตัวเอง “คุณพร้อมรับความเสี่ยงแค่ไหน” คำถามนี้แหละครับคือจุดเริ่มต้น ผมแนะนำให้เข้าไปทำ “แบบทดสอบความเสี่ยงที่ยอมรับได้” จาก SET (กดที่นี่) ซึ่งระบบจะจัดคุณให้อยู่ภายในคน 3 กลุ่ม ดังนี้
    1. Conservative – รับความเสี่ยงได้ต่ำ (อนุรักษ์นิยม)
    2. Moderate – รับความเสี่ยงได้ปานกลาง (ทางสายกลาง)
    3. Aggressive – รับความเสี่ยงได้สูง (กล้าได้กล้าเสีย)
  • จัดสรรและกระจายความเสี่ยง ตามลักษณะของคุณกับประเภทสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งผมแนะนำให้คุณศึกษาและทำความเข้าใจในสินทรัพย์ที่จะไปลงทุน ตามกรอบการกระจายแนะนำนี้ครับ

อย่างไรก็ดี หลักการกระจายความเสี่ยง สำหรับผู้ลงทุนมือใหม่ อาจจะเริ่มจากกรอบการกระจายแบบอนุรักษ์นิยม แล้วเมื่อเราชำนาญขึ้นค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้มากขึ้นก็ได้ เน้นปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอทุกๆ ครึ่งปี พร้อมเช็คและดูสถานการณ์สภาวะตลาด เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพื่อให้เราไม่ตกขบวน 

จากการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก Harry Markowitz พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนสร้างทรัพย์สิน โดยจะมีผลต่อผลตอบแทนที่คาดหวังถึง 94% ที่เหลืออีก 6% เป็นการ “คัดเลือกสินทรัพย์” และ “เข้าถูกจังหวะ”


ประเภทของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ผลตอบแทนกับความเสี่ยง

 

เนื่องจากสินทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นมีเยอะมาก ผมขอทำเป็นตารางผลตอบแทน เทียบกับความเสี่ยงในแต่ละประเภทสินทรัพย์พื้นฐาน ที่เราพอจะรู้จักให้ดู เพื่อที่คุณจะได้นำไปจัดสรรวางแผนการลงทุนกันได้ครับ 


เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยกองทุนรวม

 

ทำความรู้จักประเภทของสินทรัพย์กันไปแล้ว ทีนี้ผมจะมาแนะนำการเริ่มลงทุนละนะครับ โดยทั่วไปแล้ว วิธีลงทุนจะแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ

  • ลงทุนโดยตรง อันนี้สำหรับคนเก๋าเกม หรือมีเวลาและความพร้อมที่จะศึกษาด้วยตัวเองจริงๆ เพราะคุณต้องเลือกหุ้นหรือตราสารที่จะลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งมีเยอะจนตาลาย และใช่ว่าจะเลือกกันได้ง่ายๆ 
  • ลงทุนทางอ้อม ผ่านกองทุนรวม (Mutual Fund) เป็นวิธีที่ผมแนะนำที่สุดแล้ว ถามว่าทำไม ผมมีคำตอบให้ตามนี้ครับ
    • ไม่ต้องเลือกหุ้นเอง สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงแค่ “เลือกกองทุน” เท่านั้นครับ ส่วนเรื่องที่เหลือ แต่ละ บมจ. จะมีผู้จัดการกองทุนคอยจัดการให้คุณเอง 
    • มีเงินน้อยก็ไม่ใช่ปัญหา แค่คุณมีเงินสัก 1,000 – 2,000 บาท ก็เริ่มได้แล้วครับ
    • มีการกระจายการลงทุนที่ดี กองทุนรวมจะถือหุ้นหลายตัว ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยง 
    • มีการปรับเปลี่ยนหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่ลงทุนตลอด เพราะมีผู้จัดการและผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลหุ้นอยู่ตลอดเวลา
    • มีการตรวจสอบผลงานอยู่ตลอด กองทุนรวมจะมีทั้งนักลงทุนและสื่อคอยจับตามองผลประกอบการอยู่ตลอด ทำให้เกิดการแข่งขัน ผู้จัดการกองทุนต้องทำผลงานให้ดี ไม่งั้นคนก็จะไปลงทุนที่อื่น

“อดทนและมีวินัย” เทคนิคสู่การประสบความสำเร็จในการลงทุน

 

ก่อนจะจบบทความนี้ ผมขอทิ้งท้ายด้วยเทคนิคสำคัญที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและวินัย เรียกว่า DCA หรือ Dollar Cost Average หมายถึงการเฉลี่ยลงทุนในกองทุนเป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือน เช่น เดือนละ 5,000 บาท ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เหมือนคุณลงทุนโดยอัตโนมัติน่ะแหละครับ ทั้งนี้ การลงทุนแบบ DCA ไม่จำเป็นต้องใช้กับทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงเสมอไป

ข้อดีของ DCA คือการที่ถ้าสินทรัพย์ผันผวน เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง จะทำให้คุณขาดทุนน้อยกว่าการกว้านซื้อหุ้นมาครั้งเดียว เพราะถ้าหุ้นตก คุณก็จะซื้อได้มากขึ้น แต่ถ้าหุ้นแพงขึ้น คุณก็จะซื้อได้น้อยลง ทั้งหมดนี้ก็จะถัวๆ กันไป ไม่ต้องมานั่งลุ้นกันให้เครียด ถือเป็นกลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงที่ดีมากๆ เลยละครับ 

ผมแนะนำให้คุณลงทุนแบบ DCA ต่อเนื่องประมาณ 5 ปีขึ้นไปนะครับ เพราะจากสถิติที่ผ่านมา คนที่ลงทุนในกองหุ้นมักจะได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยหลังจาก 5 ปีขึ้นไป (บางคนก็ 3 ปี บางคนก็ 5 ปี บางคนก็ 7 ปี อันนี้ก็แล้วแต่คนเช่นกันครับ)

DCA ยังเหมาะกับมนุษย์เงินเดือนอีกด้วย เพราะเป็นการสร้างวินัยในการออมและการลงทุน เนื่องจากต้องลงทุนจำนวนเดียวทุกๆ เดือน เป็นระยะเวลานาน และยังดีกว่าเอาเงินไปเก็บไว้ในธนาคารเฉยๆ เพราะดอกเบี้ยก็ไม่ได้ขึ้นมากเท่าไหร่ แถมเผลอๆ แพ้เงินเฟ้ออีก

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของการสร้างทรัพย์สินที่ผมอยากจะให้ทุกคนลองทำตามดูนะครับ ท้ายนี้อยากฝากข้อคิดดีๆ ไว้ว่า

 

“การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ จัดสรรทรัพย์สินให้เข้ากับตัวเอง และต้องมีทั้งความอดทนและวินัย”

 

ขอเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้ทุกคนเริ่มลงทุนตั้งแต่ตอนนี้กันนะครับ!

 

#นีโอมันนี่โค้ชทางการเงินยุคดิจิตอล


อ่านเมื่อ

อ่าน 7 นาที

สร้างเมื่อ

22 พ.ย.62

ยังไม่บันทึกไปยังบุ๊คมาร์ค