NEO Money
เมนู
เสาที่ 2: สภาพคล่องดี

เสาที่ 2: สภาพคล่องดี

อ่านเมื่อ

อ่าน 5 นาที

สร้างเมื่อ

21 พ.ย.62

Summary

 

  • สภาพคล่องดีแปลง่ายๆ คือการที่คุณสามารถ มีกิน มีใช้ มีเก็บ
  • เริ่มต้นง่ายๆ คือถามตัวเองก่อนว่า คุณออมเงินได้อย่างน้อย 10% ของเงินได้ แล้วมีเหลือใช้โดยไม่ต้องเดือดร้อนหรือต้องไปยืมใครรึเปล่า
  • การขาดสภาพคล่องทำให้นำไปสู่วงจรการกู้หนี้ยืมสิน ทำให้การบรรลุเป้าหมายการเงินห่างไกลออกไปอีก
  • เพื่อการจัดสรร บริหาร และตัดสินใจทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ควรจัดทำงบประมาณต้นปี ออมเงินอย่างน้อย 10% ทุกเดือน ทบทวนการใช้จ่ายว่าสอดคล้องกับงบไหม และอย่าลืมอัปเดตสถานะการเงินเรื่อยๆ
  • กรณีที่เงินเหลือ ลองแบ่งใช้สำรอง สะสมเป็นเงินสำหรับเป้าหมายใหม่ หรือนำไปใช้จ่ายเพื่อให้รางวัลตัวเองบ้างก็ได้

 

ทุกเรื่องในชีวิตต้องใช้เงิน “ความฝัน” ก็เช่นกัน เราต้องมี “ต้นทุน” เพื่อทำตามความฝันกันทั้งนั้น ซึ่ง “ต้นทุน” ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงก็คือ “สภาพคล่อง” ทางการเงินของพวกเรานั่นแหละครับ 

เพราะก่อนจะลงมือสร้างฝันด้วยการออม ลงทุน ซื้อกองทุน จัดสรรแพลนจ่ายภาษีต่างๆ หรือวิธีใดก็ตามแต่ คุณต้องมี “สภาพคล่องดี” เป็นอันดับแรก 


สภาพคล่องดีคืออะไร 

 

“สภาพคล่องดี” พูดกันแบบง่ายๆ คือ การที่คุณสามารถ “มีกิน มีใช้ มีเก็บ” โดยที่ไม่ต้องเดือดร้อน หรือไปหยิบยืมเงินใครนั่นเองครับ

ขยายความอีกนิดก็คือ จากรายได้ที่คุณมีทั้งหมด คุณสามารถตัดออมก่อนอย่างน้อย 10% (Pay yourself first) และเหลือเงินเพียงพอต่อการใช้จ่ายสิ่งต่างๆ ตามไลฟ์สไตล์ของคุณ โดยไม่เดือดร้อนหรือต้องหยิบยืมใคร


ทำไมถึงสำคัญ?

 

สภาพคล่องดีจะบอกสุขภาพทางการเงินของคุณว่าใช้จ่ายหนักเกิน หรือใช้เงินตึงมือไหม และพอจะมีไว้ออมเพื่อบรรลุเป้าหมายได้แค่ไหน 

เพราะถ้าขาดสภาพคล่อง ก็เท่ากับว่าเงินขาดมือ ซึ่งมักจะนำไปสู่การกู้หนี้ยืมสิน ทำให้เป้าหมายในชีวิตด้านอื่นๆ และต่อยอดไปสู่ความมั่งคั่ง ก็จะยิ่งไกลออกไป


งบการเงินส่วนบุคคล เรื่องพื้นฐานของการมีสภาพคล่องดี

 

จุดเริ่มต้นของการมีสภาพคล่องดี เกิดจากการทำงบการเงินส่วนบุคคล เพื่อให้เห็นภาพรวมและการเคลื่อนไหวของเงินได้ชัดเจน ซึ่งมีแค่ 3 เรื่องที่คุณต้องบันทึกตลอดครับ ได้แก่ รายได้ เงินออม และรายจ่าย

รายได้

โดยทั่วไป เรามีรายได้เข้ามา 2 แบบ คือ

  • รายได้จากการทำงาน (Active Income) ได้แก่ ค่าจ้างประจำ เงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชั่นต่างๆ
  • รายได้จากทรัพย์สิน (Passive Income) ได้แก่ ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินจากการลงทุนต่างๆ

เงินออม 

ก่อนบันทึกรายจ่าย ผมแนะนำให้กันเงินออมอย่างน้อย 10% จากรายได้ทั้งหมดมาไว้ก่อน หรือเรียกกันว่า “Pay yourself first” เพื่อให้เราพอมีทุนสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น และเป็นเงินออมเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวของตัวเอง

รายจ่าย

ข้อนี้สำคัญนะครับ เพราะจะทำให้คุณรู้เลยว่าตัวเองหมดเงินไปกับอะไร จะได้วางแผนได้ว่าต้องตัดค่าใช้จ่ายไหนที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง

โดยทั่วไป  เราจะมีรายจ่ายอยู่ 2 แบบ เช่นกันครับ

  • ค่าใช้จ่ายคงที่ ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน เงินผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เงินชำระคืนบัตรเครดิต เบี้ยประกัน หนี้ สินเชื่อ หรือภาษีต่างๆ 
  • ค่าใช้จ่ายผันแปร ได้แก่ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น เสื้อผ้า และอื่นๆ

หลักคิดในการตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ

 

หลังจากเข้าใจ 3 สิ่งที่ต้องบันทึกแล้ว เราจะแนะนำหลักคิด “สภาพคล่องดี” ว่าด้วยการวางแผนงบรายได้-รายจ่าย ซึ่งจะช่วยให้คุณจัดสรร บริหาร และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม 

เบื้องต้น อยากให้คุณยึด 4 ข้อนี้เป็นหลักก่อนครับ

  • จัดทำงบประมาณต้นปี เพื่อวางแผนจัดการเงินให้เพียงพอตลอดเวลา
  • เก็บเงินออมอย่างน้อย 10% อย่างสม่ำเสมอไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
  • ทบทวนการใช้จ่ายทุกสิ้นเดือนว่าสอดคล้องกับงบที่ตั้งไว้หรือไม่
  • อัปเดตสถานะการเงินเมื่อชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง

ผมจะลองทำตารางตัวอย่างให้ดูแบบง่ายๆ นะครับ

สมมติคุณเป็นพนักงานบริษัท มีเงินเดือน 25,000 บาท และกำลังจะได้โบนัสประจำปี 2 เดือน เป็นจำนวน 50,000 บาท โดยแบ่งออม 10% จากรายได้ในแต่ละเดือน รวมรายจ่ายและเงินคงเหลือแต่ละเดือน ก็จะได้ภาพรวมของงบประมาณต้นปีออกมา ดังนี้

จากตารางข้างบน จะเห็นว่าคุณแบ่งเงินออมเดือนละ 10% และมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนเท่ากันหมด และมีจุดน่าสนใจ 3 จุดด้วยกัน ได้แก่

  • เดือนมกราคม มีเงินคงเหลือโดดจากเดือนอื่นมากถึง 46,500 บาท เพราะได้เงินจากโบนัส
  • ส่วนเดือนมีนาคม และเดือนพฤษภาคม จะมีเงินคงเหลือติดลบเพราะต้องจ่ายหนี้ กยศ. และประกันชีวิต ซึ่งพอวางตารางไว้แบบนี้ ก็จะทำให้คุณวางแผนได้ว่าจะจัดการเงินในสองเดือนนี้อย่างไรให้มีเงินคงเหลือใช่ไหมละครับ
  • ดังนั้น คุณอาจจะเตรียมลดค่าใช้จ่ายผันแปรที่ไม่จำเป็น หรือแบ่งเงินคงเหลือจากเดือนมกราคมมาช่วยจ่ายหนี้ กยศ. และประกันชีวิต ซึ่งพอหักลบกลบหนี้ไปแล้ว ก็ยังเหลือเงินอีก 16,500 บาท ไว้ใช้ได้เหลือๆ เลยครับ

เงินเหลือ ทำอะไรดี?

 

ดีมากครับ! แต่ก่อนอื่น ผมอยากให้พึงสังวรณ์ว่า การใช้เงินคงเหลือแบบตามใจฉันอาจกระเทือนสุขภาพทางการเงินคุณได้ ดังนั้น หากมีเงินเหลือหลังจากแบ่งเงินออมและค่าจ่ายใช้ต่างๆ แล้ว ผมแนะนำ 3 ทางเลือกมาให้ตามนี้ครับ

  • แบ่งใช้สำรอง หากเงินเหลือเยอะ พยายามไม่ไปกองไว้ที่เดียวกัน แต่ให้กระจายเงินออกมาแทนครับ โดยแบ่งส่วนนั้นให้เท่ากัน ให้พอสำหรับใช้จ่ายภายใน 6 เดือน
  • สะสมเงิน หากคุณวางแผนลงทุนหรืออยากเปิดกิจการ ลองนำเงินคงเหลือนี้แบ่งเป็นเงินสะสมสำหรับเป้าหมายนั้นไว้ได้เลย โดยเลือกลงเงินให้กับเป้าหมายหลักที่สำคัญก่อน
  • ให้รางวัลตัวเอง มีวินัยทางการเงินเป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งก็ไม่ต้องเข้มงวดกับตัวเองจนเกินไป หากมีเงินคงเหลือ ก็ลองซื้อความสุขให้ตัวเองบ้าง อาจจะเป็นมื้ออาหารดีๆ หรือซื้อของที่ตัวเองชอบก็ได้

อย่าลืมนะครับ คุณจะมีสภาพคล่องดีหรือไม่ รายได้เยอะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่อยู่ที่การบริหารจัดการสภาพคล่องต่างหาก และที่สำคัญ ต้องมี “เงินออม” ไว้เสมอ เพราะจะช่วยให้คุณมีเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เปรียบเหมือนเสื้อชูชีพช่วยให้คุณลอยตัว ไม่จมลงไปในน้ำระหว่างที่รอแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไป

 

“สภาพคล่องดี คือรากฐานมั่นคง ต่อยอดสู่การบรรลุเป้าหมายการเงิน”

 

#นีโอมันนี่โค้ชทางการเงินยุคดิจิตอล

 


อ่านเมื่อ

อ่าน 5 นาที

สร้างเมื่อ

21 พ.ย.62