NEO Money
เมนู
เสาที่ 1: บริหารหนี้

เสาที่ 1: บริหารหนี้

อ่านเมื่อ

อ่าน 5 นาที

สร้างเมื่อ

21 พ.ย.62

Summary

 

  • ทุกคนมีฝัน และทุกความฝันต้องใช้เงิน ในขณะที่หลายคนมองหาช่องทางหาเงินให้มากๆ เพื่อทำตามความฝันเหล่านั้น แต่แท้จริงแล้วคุณรู้ไหมว่าก้าวแรกของการบรรลุเป้าหมายทางการเงินคือปลดหนี้จนก่อน
  • การมีหนี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง อยู่ที่คุณจะรับมือกับมันยังไง โดยทั่วไปแล้ว เราจะสร้างหนี้ไว้ 2 แบบ ได้แก่ หนี้รวย เกิดจากการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทน กับหนี้จน เกิดจากการจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้สร้างมูลค่า แถมยังสร้างภาระใช้จ่ายจนหมุนเงินไม่ได้เหมือนเก่า
  • หากคุณอยากรู้ว่าหนี้ที่มีเกินตัวรึเปล่า สามารถใช้วิธีคำนวณแบบ DSR เพื่อดูเกณฑ์ปัจจุบันได้
  • หากคุณเริ่มชำระหนี้ขั้นต่ำ มี DSR แตะถึง 40% และเริ่มกดเงินด่วนหรือไปกู้เงินมาจ่ายหนี้ คุณกำลังเข้าสู่วิกฤตหนี้ท่วมหัว ซึ่งต้องหยุด ตั้งสติ แล้วใช้ความรู้ทางการเงินแก้ปัญหากันแล้วล่ะ

 

คุณเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันหรือตั้งเป้าหมายทำนองนี้อยู่หรือเปล่าครับ?

อยากมี Passive Income

อยากลงทุนไว้เพื่อหวังผลในอนาคต

อยากเป็นเจ้าของธุรกิจก่อนอายุ 30

ในขณะที่หลายคนมองหาช่องทางหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อทำตามความฝันเหล่านั้น แต่เชื่อไหมครับว่า “ก้าวแรก” ของการบรรลุเป้าหมายทางการเงินคือ “ปลดหนี้จน” ก่อน

ลองคิดดูครับว่าคุณจะสร้างสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้งอกเงยได้อย่างไรหากยังมีภาระหนี้สินติดตัวอยู่ และนับวันก็เสี่ยงเพิ่มขึ้นหากไม่รีบจัดการให้ได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อสภาพคล่องทางการเงินและเครดิตของคุณ จะกู้ยืมหรือลงทุนทำอะไรก็ยากลำบากไปหมด นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณควรเริ่มปลดหนี้สินที่มีอยู่ให้หมดไปก่อน

แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเรายังไม่ได้เสี่ยงเป็นหนี้ขั้นวิกฤติ?

นีโอ มันนี่ ได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้แล้วครับ


ทำความรู้จักประเภทหนี้

 

จริงๆ แล้วการมีหนี้ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงนะครับ อยู่ที่ว่าจะรับมือกับมันยังไงซะมากกว่า แต่สิ่งที่ควรรู้คือ คนเราจะสร้างหนี้ไว้ 2 แบบ ได้แก่ หนี้รวย (Good Debt) กับ หนี้จน (Poor Debt) 

  • หนี้รวย (Good Debt) คือ การลงทุนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้ได้เงินหรือผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มทุน พูดง่ายๆ  คือ จ่ายเงินไป แต่ไม่เสียเปล่า เพราะคุณจะได้กลับคืนมาในอนาคตแบบระยะยาวและคุ้มค่า เช่น คุณลงทุนซื้อคอนโดในเมือง ติดรถไฟฟ้า แน่นอนว่ามันแพง แต่คุณสามารถปล่อยเช่าโดยที่ให้ค่าเช่าเป็นตัวผ่อนชำระหนี้ได้ในทุกๆ เดือน 
  • หนี้จน (Poor Debt) คือ การจ่ายเงินไปโดยที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มกลับมา แถมยังสร้างภาระรายจ่ายให้มากขึ้นจนไม่สามารถจัดการให้เงินหมุนได้คล่องเหมือนเก่า เช่น สมาร์ทโฟน แลปท็อป ที่เรามักจะรูดบัตรก่อน แล้วผ่อนทีหลัง หรือแม้แต่การดาวน์รถ ผ่อนรถ ก็ไม่ได้ช่วยลดภาระหรือเพิ่มรายได้แต่อย่างใด

โดยปกติคนเรามีทั้งสองหนี้อยู่แล้ว แค่ต้องมีแบบเหมาะสมและจัดการได้เท่านั้นเอง เดี๋ยวผมจะบอกวิธีคำนวณและเกณฑ์ที่แนะนำ ว่าเกณฑ์ไหนยังถือว่าสุขภาพทางการเงินคุณยังดีอยู่


หนี้ที่มี เกินตัวรึเปล่า?

 

วิธีคำนวณหนี้สินที่ผมนำมาฝากเรียกว่า DSR (Debt Service Ratio) ซึ่งก็คือ อัตราส่วนเงินสำหรับใช้ผ่อนชำระหนี้กับรายได้ในแต่ละเดือน สามารถคำนวณได้ง่ายๆ ตามนี้ครับ

(เงินผ่อนหนี้ต่อเดือน / รายได้ต่อเดือน) × 100

สมมติว่าคุณเป็นพนักงานบริษัทระดับ Manager มีเงินเดือน 65,000 บาท อยู่บ้านเดี่ยวกับครอบครัว ซื้อแบบจ่ายสดทีเดียว แต่เกิดเพิ่งดาวน์รถคันใหม่ ซึ่งต้องผ่อน 20,000 บาท/เดือน ภายใน 2 ปี และมีผ่อน MacBook ให้น้องสาวอีกเดือนละ 5,000 บาท ลองมาดูกันครับว่าหนี้สินของคุณจะเป็นเท่าไหร่จากสูตร DSR

(25,000 / 65,000) × 100

= 38.46%

จากตัวเลขนี้ ถามว่าหนี้สินของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมรึเปล่า โดยทั่วไปแล้ว เกณฑ์อัตราหนี้สินตามหลัก DSR จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มครับ คือ

  • กลุ่มที่ไม่มีภาระผ่อนบ้านและรถยนต์ ควรมีค่า DSR น้อยกว่า 15%
  • กลุ่มที่มีภาระผ่อนบ้านและรถยนต์ ควรมีค่า DSR ระหว่าง 35 – 40%

คำตอบคือ คุณยังมีหนี้ในเกณฑ์ที่เหมาะสมครับ ถ้าคิดและเทียบตามหลัก DSR อยู่ที่ 38.46% 

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะดาวน์ ผ่อน กู้ หรือเพิ่มภาระอะไรให้กับตัวเอง ต้องไม่ลืมนำค่าใช้จ่าย รายได้ และหนี้สินปัจจุบันมาคำนวณตามสูตรนี้ก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เสี่ยงเกิดหนี้จนเกินไปครับ


3 สัญญาณอันตรายของ “หนี้กำลังจะท่วมหัว”

 

โดยธรรมชาติ อะไรที่มากเกินไปก็ย่อมส่งผลเสียอยู่แล้ว คุณสามารถสังเกตสัญญาณอันตรายว่าคุณมีหนี้จนเกินตัวได้จาก 3 ข้อนี้ครับ

  • เริ่มชำระตามจำนวนขั้นต่ำ เมื่อคุณเริ่มผ่อนจ่ายหนี้ขั้นต่ำ นั่นหมายความว่าคุณต้องจ่ายดอกเบี้ยมากถึง 20% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ไม่ถึง 1% ในปีนึงด้วยซ้ำ จึงถือเป็นสัญญาณเตือนขั้นอันตรายของการเกิดหนี้จนละครับ
  • DSR แตะระดับ 40% แม้ว่าจะคำนวณตามสูตรแล้วไม่เกิน 40% แต่ใช่ว่าสภาพคล่องของคุณจะไม่ฝืดเคืองนะครับ หากหนี้สินเริ่มแตะ 40% เมื่อไหร่ แปลว่าคุณควรหยุดก่อหนี้เพิ่ม ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และรีบเคลียร์หนี้ก่อนดีกว่า
  • “เงินด่วน” กดหรือกู้มาจ่ายหนี้ ถ้าวันหนึ่งคุณรับภาระจ่ายขั้นต่ำต่อเดือนไม่ไหว และกู้เงินด่วนหรือใช้บัตรกดเงินสดมาผ่อนจ่าย ซึ่งอาจพบกับดอกเบี้ยรายวันที่แพงถึง 28% จุดนี้คือวิกฤตขั้นสุดของหนี้จนละครับ เพราะคุณจะเข้าสู่วงการสร้างหนี้ใหม่เพื่อจ่ายหนี้เก่า ที่บอกได้เลยว่าเข้าแล้วออกยาก

การมีหนี้เกินเกณฑ์ นอกจากจะจัดการยาก ก็ยังมีผลกระทบกับสภาพการเงินระยะยาวของคุณด้วย เพราะหากคุณไม่มีเงินจ่ายหนี้ตามกำหนดจนต้องผัดผ่อนหรือต้องหยุดชำระนั้น ประวัติของคุณจะถูกบันทึกว่ามีเครดิตไม่ดี หรือมีผลกับ Credit Score (คะแนนที่สถาบันการเงินเอาไว้ดูว่าคุณเป็นลูกหนี้ที่ดีหรือไม่) ได้ในที่สุดครับ

ดังนั้น หากมีสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังมีหนี้อยู่มากกว่าเกณฑ์ ขอให้คุณหยุด! ใช่ครับ หยุดก่อน แล้วตั้งสติ และใช้ความรู้ทางการเงินปลดหนี้และแก้ปัญหา แทนที่จะใช้แค่เงินอย่างเดียว ซึ่งประเด็นนี้ จะขอกล่าวถึงในโอกาสต่อไป ว่าด้วยวิธีปลดหนี้สินจากกูรูด้านการปลดหนี้โดยเฉพาะนะครับ

แต่ถ้าใครมีหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีและเหมาะสมอยู่แล้ว ยินดีด้วยครับ! คุณสุดยอดมาก นั่นหมายความว่าคุณจะเตรียมพร้อมและพัฒนาการเงินให้มีสุขภาพดี มั่นคงและแข็งแรงได้ง่ายขึ้น 

และก้าวต่อไปของการบรรลุเป้าหมายทางการเงินคือ “สภาพคล่องดี” ความหมายคร่าวๆ ก็คือการที่คุณ “ใช้จ่ายได้สบายและมีรายได้เหลือเก็บ” แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีสภาพคล่องดี ไปดูกันได้ในบทความหน้าครับ

 

“ความผิดพลาดทำให้เธอฉลาดขึ้น”  

 จากหนังสือ ทำไมคนรวยยิ่งรวยขึ้น

 

#นีโอมันนี่โค้ชทางการเงินยุคดิจิตอล

อ่านเมื่อ

อ่าน 5 นาที

สร้างเมื่อ

21 พ.ย.62