NEO Money
เมนู
สมการภาษี เปลี่ยนภาษีเป็นเงินออม

สมการภาษี เปลี่ยนภาษีเป็นเงินออม

อ่านเมื่อ

อ่าน 1 นาที

สร้างเมื่อ

11 พ.ย.62

ช่วงต้นปีของทุกปีจะเป็นช่วงที่ทุกคนต้องจัดการภาษีให้เรียบร้อย โดยทั่วไปแล้วเอกสารที่เราต้องส่งให้กับทางสรรพากรเพื่อจัดการภาษีก็คือ “50 ทวิ” โดยบริษัทที่ทำงานด้วยจะเป็นคนออกเอกสารฉบับนี้ให้กับเรา จะเป็นเอกสารที่สรุปว่าในปีนี้เรามีรายได้เท่าไหร่ ที่สำคัญจะมีช่องหนึ่งเขียนว่า “ภาษีที่หักและนำส่งไว้” หลาย ๆ คนพอเห็นช่องนี้แล้วก็รู้สึกว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่ใช่น้อย ๆ เลย แน่นอนว่าเราสามารถเปลี่ยนรายจ่ายภาษีตรงนั้นเป็นเงินออมเพิ่มเติมได้ ถ้าเราเข้าใจวิธีบริหารจัดการภาษี

 

ก่อนจะเปลี่ยนภาษีเป็นเงินออมได้ ต้องเข้าใจสมการภาษี

ความเข้าใจแรกที่เราต้องรู้เลยก็คือรายได้ที่จะถูกคิดภาษีนั้นจะเป็น “รายได้สุทธิ” โดยรายได้สุทธิจะคิดจากสมการภาษีดังต่อไปนี้

 

รายได้สุทธิ = รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน – เงินบริจาค

 

และจากนั้นก็นำรายได้สุทธิไปคิด “อัตราภาษีขั้นบันได” ตามที่สรรพากรกำหนดตั้งแต่ 0 – 35% ตามตาราง

ช่วงรายได้ อัตราภาษี
0 – 150,000 ยกเว้น
150,001 – 300,000 5%
300,001 – 500,000 10%
500,001 – 750,000 15%
750,001 – 1,000,000 20%
1,000,001 – 2,000,000 25%
2,000,001 – 5,000,000 30%
5,000,001 ขึ้นไป 35%

 

สมมติว่า รายได้สุทธิเราเท่ากับ 600,000 บาทในปีนี้ การคิดภาษีของสรรพากรนั้นเราไม่สามารถคำนวณได้ตรง ๆ ได้ด้วยการเอา 600,000 x 15% ตามขั้นภาษีแล้วจ่ายภาษีทั้งหมด 90,000 บาท

แต่การคำนวณภาษีของสรรพากรนั้นเราจะเรียกว่า การคิดภาษีแบบ “ขั้นบันได” หลักการคิดที่ถูกต้องคือ เราจะคิดภาษีไล่ตามขั้นลงมาเรื่อย ๆ รายได้ตั้งแต่บาทแรกถึง 150,000 บาท ได้สิทธิยกเว้นภาษี แต่สำหรับรายได้ตั้งแต่ 150,001 ถึง 300,000 บาทเราจะเสีย 5 % แปลว่าขั้นนี้เราจะเสียภาษี 7,500 บาท

 

รายได้ตั้งแต่ 300,001 ถึง 500,000 บาทเราจะเสีย 10% หรือก็คือ 20,000 บาท และรายได้ตั้งแต่ 500,001 ถึง 600,000 บาทเราจะเสีย 15% หรือเท่ากับ 15,000 บาท ดังนั้นถ้ารายได้สุทธิเราเท่ากับ 600,000 บาท เราจะเสียภาษีรวม 7,500 + 20,000 + 15,000 เท่ากับ 42,500 บาท

 

ภาษีนั้นมักจะถูกหักล่วงหน้า

 

สำหรับคนที่ทำงานประจำ รายได้ที่เราได้รับนั้นมักจะถูกคิดคำนวณรายได้ล่วงหน้าทั้งปีว่าเราจะได้รับเท่าไหร่ ทางฝ่ายบุคคลจะทำการหักไว้ล่วงหน้าเพื่อนำส่งให้กับทางสรรพากร ถ้าใครไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม ไม่ได้มีการลดหย่อนหรือบริจาคใด ๆ เพิ่มเติม เราก็ไม่ต้องทำอะไรในช่วงต้นปีเพราะถือว่าจ่ายภาษีครบถ้วนแล้ว 

 

สำหรับกรณีที่รายได้สุทธิเท่ากับ 600,000 บาท สรุปเราจะเสียภาษีทั้งปีรวม 42,500 บาท ทางฝ่ายบุคคลจะทำการหักล่วงหน้าไปทุกเดือน เดือนละ 42,500 / 12 หรือเท่ากับ 3,542 บาทโดยประมาณทุก ๆ เดือน 

 

ใช้สิทธิ “ลดหย่อน” เพิ่มเติม จะช่วยทำให้เราขอภาษีคืนได้

 

แต่สมมติว่าเรามีการใช้สิทธิ “ลดหย่อน” หรือการบริจาคเพิ่มเติมก็จะทำให้ “รายได้สุทธิ” เราลดลง นั้นแปลว่าจะช่วยทำให้เราเสียภาษีลดลง ภาษีที่บริษัทหักไว้ล่วงหน้าแล้วจ่ายให้กับทางสรรพากรนั้นเราสามารถของคืนได้ !! 

 

สมมติว่าเรามีการใช้ “สิทธิลดหย่อน” เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท จากเดิมรายได้สุทธิเราเท่ากับ 600,000 บาท ก็จะลดเหลือ 550,000 บาท นั้นแปลว่าเราก็จะสามารถขอคืนภาษีได้เท่ากับ (600,000 – 550,000) x 15% หรือเท่าไหร่ 7,500 บาทนั้นเอง แค่รู้จักการใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมก็ช่วยทำให้ประหยัดเงินได้ง่าย ๆ แล้วบางครั้งเรื่องการลดหย่อนภาษี เราแค่เก็บหลักฐานใบเสร็จต่าง ๆ เพิ่มเติมเท่านั้น ไม่ได้ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเติมจากปกติ ก็ช่วยทำให้เรามีเงินออมเพิ่มเติมได้

 

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าตอนนี้ทางสรรพากรใช้เราใช้สิทธิลดหย่อนรายการอะไรได้บ้าง นีโอ มันนี่แนะนำให้เข้าไปได้ที่ ดูรายละเอียดค่าลดหย่อน เราจะเห็นอัพเดทเลยว่าในปีนี้เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนรายการอะไรได้บ้าง

 

 


อ่านเมื่อ

อ่าน 1 นาที

สร้างเมื่อ

11 พ.ย.62